Home

10 พื้นฐานการดูแลรถด้วยตนเอง

10 พื้นฐานการดูแลรถด้วยตนเอง

1. กระปุกใส่น้ำฉีดกระจก

สามารถเติมน้ำในกระปุกให้เต็มโดยใช้น้ำเปล่าเติมหรืออาจผสมแชมพูเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความใสให้กระจก และตรวจรอยรั่วของกระปุก โดยการเติมน้ำทิ้งไว้แล้วกลับมาดูว่าน้ำอยู่ระดับเดิมหรือไม่ หากเกิดการอุดตันให้ใช้เข็มมาแทงผ่านรูฉีดน้ำ หรือสังเกตที่มอเตอร์ปั๊มน้ำตรงกระปุก หากใช้มาเป็นเวลานานหรือเคยฉีดน้ำตอนที่น้ำอยู่ในระดับที่ต่ำจะทำให้มอเตอร์เกิดอาการร้อนจัดและเสียหายได้

2. ยางปัดน้ำฝน

วิธีการตรวจเช็คคือ เวลาใช้งานที่ปัดน้ำต้องไม่ทิ้งลอยคราบต่าง ๆ ไว้ หรือปัดแล้วมีเสียงดังกว่าปกติ

3. ระดับน้ำมันเครื่อง

ควรตรวจในขณะที่เครื่องยังร้อนหลังจากดับเครื่องประมาณ 2-5 นาที โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาเช็ดน้ำมันที่ปลายก้านวัด แล้วเสียบเข้าไปจุดเดิมเพื่อดึงออกมาวัดอีกครั้ง รอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น มีตั้งแต่ 5,000-10,000 กิโลเมตร โดยไม่ควรเติมน้ำมันเครื่องให้เกินกว่าจุด Full เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

 

4. ระดับน้ำมันเกียร์ออโต้

หลังดับเครื่องยนต์ ประมาณ 2-5 นาที ให้ดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ (AUTO) ออกมาเช็ดน้ำมันที่ปลายก้านวัดออก แล้วเสียบเข้าไปจุดเดิมเพื่อดึงออกมาวัดอีกครั้ง ควรอยู่ระหว่างจุด Full (MAX) บนสุด และจุด Low (MIN) ต่ำสุด รอบการถ่ายน้ำมันเกียร์คือประมาณ 20,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 1-2 ปี

5. ระดับน้ำมันเบรค

ระบบเบรคเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ ที่ควรตรวจเป็นประจำ การตรวจด้วยสายตาเราเองคือดูให้ระดับน้ำมันเบรคอยู่ระหว่างขีดบนสุด (Max) และขีดต่ำสุด (Min) โดยปกตินั้นจะอยู่ที่ ขีดบนสุด ระยะในการเปลี่ยนถ่ายนั้น แนะนำทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร หรือเช็คทุก ๆ 2 ปี

6. ระดับน้ำมันเพาเวอร์

ตรวจเช็คระดับน้ำมันเพาเวอร์ ให้อยู่ขีดบนสุด (Max) เสมอ หากตรวจเช็คแล้วว่ามีการพร่องหรือ ต่ำกว่าขีดล่างสุด (Min) ให้เติมจนถึงระดับขีดบนสุด ระยะในการเปลี่ยนถ่ายนั้น แนะนำทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร หรือเช็คทุก ๆ 2 ปี

7. ระดับน้ำหล่อเย็น (กระปุกพักน้ำหล่อเย็นสำรอง)

ตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็น ให้อยู่ขีดบนสุด (Max) เสมอ หากตรวจเช็คแล้วว่ามีการพร่องหรือต่ำกว่าขีดล่างสุด (Min) ให้เติมจนถึงระดับขีดบนสุด ระยะในการเปลี่ยนถ่ายนั้น แนะนำทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร หรือเช็คทุก ๆ 2 ปี โดยควรตรวจสอบขณะเครื่องยนต์เย็น

8. ระดับน้ำในหม้อน้ำ

ควรเปิดฝาหม้อน้ำตอนเครื่องยนต์เย็น หากระดับน้ำมีการพร่องลงไปบ้างใช้น้ำเติมให้เต็ม ส่วนสีของน้ำให้สังเกตุดูว่า ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน ไม่เป็นสีสนิม สังเกตุดูท่อน้ำ ท่อยางต่าง ๆ บริเวณหม้อน้ำ ว่ามีสภาพแข็งกรอบ หรือมีรอยรั่วหรือไม่

9. ระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ (แบบน้ำ หรือชนิดที่ต้องเติมน้ำกลั่น)

ดูระดับน้ำกลั่นว่าแห้งไปหรือไม่ ระดับน้ำกลั่นที่ปกติคือต้องอยู่ตำแหน่ง ขีดบน (UPPER) หรือสูงกว่าแผ่นธาตุภายในประมาณ 1 เซนติเมตร หาพบว่าน้ำกลั่นแห้ง ต่ำกว่าขีดล่าง (LOWER) ควรหาน้ำกลั่นมาเติม โดยต้องระวังอย่าเติมน้ำกลั่นจนเต็มหรือล้นจนเกินไปเพราะน้ำกลั่นที่อยู่ในแบตเตอรี่จะล้นออกมากัดกร่อนตัวถังรถและชิ้นส่วนต่าง ๆ เสียหายได้

10. ระดับลมยางรถยนต์

ควรตรวจสอบอย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อ ให้มีปริมาณเท่ากัน พร้อมทั้งดูว่ายางรถยนต์ไม่มีสิ่งปกติหรือตะปูทิ่มอยู่ โดยการเติมลมยางรถยนต์มีขนาดแรงดันที่แตกต่างกันดังนี้

– รถยนต์นั่งขนาดเล็ก แรงดันโดยประมาณ 25-30 ปอนด์

– รถยนต์นั่งขนาดกลางถึงใหญ่ แรงดันโดยประมาณ 30 -35 ปอนด์

– รถยนต์กระบะ แรงดันโดยประมาณ 65 ปอนด์

โดยมีข้อควรระวังคือ การเติมลมยางที่อ่อนเกินไป จะทำให้ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ สึกเฉพาะขอบยางทั้งสองข้าง ทำให้การควบคุมรถยนต์ยาก และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง แต่หากเติมลมยางแข็งเกินไป จะทำให้ยางกระด้าง วิ่งแล้วมีเสียงดัง ไม่นิ่มนวล การสึกหรอไม่สม่ำเสมอ สึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง